ความหมายและขอบเขตเกี่ยวกับการร้องทุกข์

๑. ความหมาย

“ทุกข์” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายว่า ความยากลำบาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ส่วน “ร้องทุกข์” ได้ให้ความหมายว่า บอกความทุกข์เพื่อขอให้ช่วยเหลือ ในภาษาอังกฤษ “Complaint” ให้ความหมายว่า การร้องทุกข์ การร้องเรียน ความข้องใจ คำกล่าวหา การคร่ำครวญ สำหรับการร้องทุกข์ของข้าราชการตำรวจแม้พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มิได้นิยามความหมายของการร้องทุกข์ไว้ในมาตรา ๔ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติในมาตรา ๑๐๖ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ข้าราชการตำรวจผู้ใดเห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย หรือเกิดจากการปฏิบัติโดยมิชอบของผู้บังคับบัญชาต่อตน ผู้นั้นอาจร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาหรือ ก.ตร. แล้วแต่กรณี เพื่อขอให้แก้ไขได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีสิทธิอุทธรณ์ ตามหมวด ๘ ให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามที่กำหนดไว้ในหมวดนั้น”

เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว การร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๐๖ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ข้าราชการตำรวจเห็นว่า ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้อง ยกเว้นกรณีที่ข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์จะใช้สิทธิร้องทุกข์ไม่ได้ ซึ่งกรณีข้าราชการตำรวจจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น จะต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๐๕ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ได้ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีถูกสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน ให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาที่สั่งลงโทษ แต่ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งลงโทษ ให้อุทธรณ์ต่อ ก.ตร. (๒) กรณีถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ ก.ตร.” กรณีการถูกสั่งให้ออกจากราชการนั้น รวมถึง การถูกสั่งให้ออกจากราชการระหว่างสอบสวนด้วย แต่ไม่รวมถึงการสำรองราชการ การสั่งพักราชการ

กล่าวโดยสรุปก็สามารถให้ความหมายของการร้องทุกข์ของข้าราชการตำรวจได้ว่า เป็นกรณีที่ข้าราชการตำรวจเห็นว่า ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้อง หรือปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้องในเรื่องต่างๆ เว้นแต่ในเรื่องที่ถูกลงโทษ และหมายความรวมถึงกรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนด้วย เพื่อขอให้มีการแก้ไขในเรื่องนั้นๆ

๒. ความสำคัญของการร้องทุกข์

ข้าราชการตำรวจถือเป็นข้าราชการที่อยู่ในฐานะที่เป็นตัวแทนของรัฐ ในการบริหารราชการเพื่อความผาสุกของประชาชน การที่กฎหมายบัญญัติให้ข้าราชการตำรวจสามารถร้องทุกข์ได้ ย่อมเป็นหลักประกันความเป็นธรรมแก่ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาและป้องกันความเสียหายแก่ระบบราชการในภาพรวม (Macro View) ข้าราชการตำรวจถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารราชการภาครัฐ (Governmental Machinery) เพราะข้าราชการคือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้เป็น ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับบริการประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทุกตำแหน่งหน้าที่ราชการล้วนแต่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ และข้าราชการแต่ละคนล้วนแต่มีพื้นฐานของชีวิต ฐานะแนวคิด อุปนิสัย ตลอดจนค่านิยม และมีวัฒนธรรมแตกต่างกันออกไป บางคนเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต บางคนขาดความสุจริตยึดถือผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ซ้ำซ้อน การที่บทบัญญัติในมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๔๗ ได้บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับการร้องทุกข์ ย่อมเห็นเจตนารมณ์ อีกส่วนหนึ่งของกฎหมายดังกล่าวได้ว่า ต้องการที่จะให้มีการตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจมากกว่าผู้ใต้บังคับบัญชา และเพื่อเป็นการคุ้มครองข้าราชการตำรวจไม่ให้ได้รับการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา อันเป็นการลด ความขัดแย้งและการกระทบกระทั่งในองค์กรที่อาจจะเกิดขึ้น อีกทั้งการกำหนดขั้นตอนให้มีการใช้สิทธิในการร้องทุกข์ได้นั้น ก็เป็นการสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๔๔ กำหนดไว้ เพียงแต่การใช้สิทธิร้องทุกข์ของข้าราชการตำรวจตามมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ นั้น มีขอบเขตในเรื่องที่สามารถอ้างเหตุในการร้องทุกข์ได้มากกว่าการร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ที่ให้อำนาจในการร้องทุกข์ได้เฉพาะกรณีที่เป็นคำสั่งทางปกครองเท่านั้น

นอกจากนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๔๒ วรรคสอง ได้บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควร หรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกำหนด” ซึ่งบทบัญญัติในกฎหมายมาตรานี้ มีความหมายว่า การที่ข้าราชการตำรวจจะใช้สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองในกรณีที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนในการอุทธรณ์ไว้จะต้องดำเนินการอุทธรณ์ เพื่อให้มีการแก้ไขเสียก่อน จึงจะสามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองได้

เมื่อพิจารณาจากหลักการดังกล่าวสามารถสรุปถึงความสำคัญของการร้องทุกข์ ได้ดังนี้
๑. เพื่อต้องการให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ได้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องหรือไม่
๒. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หากเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจปฏิบัติโดยไม่ถูกต้อง
๓. เพื่อให้สามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองได้ หากข้าราชการตำรวจ ผู้ร้องทุกข์ไม่พอใจผลการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์

๓. จุดมุ่งหมายและขอบเขต

จุดมุ่งหมายสำคัญของการร้องทุกข์มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการร้องทุกข์ของข้าราชการตำรวจ โดยหลักแล้ว จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่มาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ และ กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดไว้ เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นธรรมแก่ข้าราชการตำรวจ โดยมุ่งหวังให้ข้าราชการตำรวจมีวินัยแห่งตน (Self discipline) รู้จักควบคุมตัวเอง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความเข้าใจกัน ในกรณีที่มีข้าราชการตำรวจร้องทุกข์นอกเหนือจากพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ แล้ว รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ ซึ่งผลแห่งการนี้ ทำให้บรรดากฎหมาย กฎ ระเบียบต่างๆ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการกำหนดขึ้น จะขัดหรือแย้ง ต่อบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไม่ได้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๖ ได้บัญญัติยืนยันหลักการดังกล่าวไว้ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอัน ใช้บังคับมิได้ ในการโต้แย้งว่า บทบัญญัติของกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น บุคคลที่ได้รับผลกระทบสามารถยกขึ้นกล่าวอ้างต่อศาลหรือองค์กรของรัฐได้ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

แต่อย่างไรก็ตาม การจำกัดสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ นั้น สามารถที่จะกระทำได้ในบางกรณี แต่ต้องไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้น โดยการจำกัดดังกล่าว จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และต้องเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สามารถกระทำได้ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๒๙ กำหนดไว้ และตามบทบัญญัติมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญก็ได้ให้อำนาจในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลผู้ที่เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ในเรื่องเกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรมได้ ดังนั้น ในการพิจารณาทำความเห็นของเจ้าหน้าที่ในเรื่องที่เกี่ยวกับการร้องทุกข์หรือผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ จึงต้องนำบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้มาพิจารณาประกอบด้วย

นอกจากนั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง ซึ่งถือเป็นการพิจารณาทางปกครองอย่างหนึ่ง จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๓ ในกรณีที่กฎหมายเฉพาะของหน่วยงาน หรือองค์กรนั้น ไม่ได้บัญญัติไว้หรือได้บัญญัติไว้ แต่มีมาตรฐานในการให้ความเป็นธรรมน้อยกว่า เมื่อการพิจารณาทำความเห็นของเจ้าหน้าที่ เพื่อเสนอต่อผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ถือเป็นการพิจารณาทางปกครองอย่างหนึ่งจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ อีกกรณีหนึ่ง

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกประการหนึ่งในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานทางปกครอง ก็คือ จะต้องไม่มีลักษณะเป็นการต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ ซึ่งการกระทำตามบทบัญญัติมาตรา ๙ ดังกล่าวนี้ ถือเป็นเรื่องที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองที่สามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้ เช่น ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง จะต้องไม่ล่าช้าเกินสมควร จะต้องไม่สร้างขั้นตอนอันไม่จำเป็น หรือไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เป็นต้น

ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่นั้น หากมีผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว กฎหมายก็ได้ให้อำนาจแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายที่สามารถฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ และหน่วยงานของรัฐอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ให้ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้ ภายหลังจากที่หน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายไปแล้ว หากเป็นกรณีที่การละเมิดนั้น เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จึงต้องเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การใช้ดุลยพินิจตีความหรือสร้างหลักกฎหมายจะต้องตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และอยู่ในขอบเขต ควรจำกัดอยู่ในกรอบแห่งความมุ่งหมายดังกล่าว

๔. หลักการดำเนินการเกี่ยวกับการร้องทุกข์

๑. จุดมุ่งหมายของการร้องทุกข์
- เพื่อให้ได้ความจริงและยุติธรรม
- เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นธรรมและความมั่นคงแก่ข้าราชการตำรวจทุกฝ่าย

๒. การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์  มีหลักอยู่ ๒ ประการ
๑) หลักนิติธรรม คือ พิจารณาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
๒) หลักมโนธรรม คือ การพิจารณาโดยคำนึงถึงความจริง ถูกต้อง เหมาะสม ตามเหตุผลที่ควรจะเป็น เช่น ลักษณะการกระทำ ผลของการกระทำ คุณความดีของผู้กระทำการให้โอกาส มูลเหตุเบื้องหลังแห่งการกระทำ สภาพของผู้กระทำ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ

 

-------------------------------------------------------------